<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>เกษมพลาสติกเป็นผู้ผลิตที่ให้บริการครบวงจรตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ เช่น การฉีดหุ้ม การเชื่อม การพ่นทราย การพิมพ์สี การพ่นสี การประกอบและการบรรจุ การควบคุมการผลิต การวิเคราะห์คุณภาพ การกระจายสินค้าของผลิตภัณฑ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ</title>
	<atom:link href="https://www.kasemplastic.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.kasemplastic.com</link>
	<description>เกษมพลาสติกเป็นผู้ผลิตที่ให้บริการครบวงจรตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ เช่น การฉีดหุ้ม การเชื่อม การพ่นทราย การพิมพ์สี การพ่นสี การประกอบและการบรรจุ การควบคุมการผลิต การวิเคราะห์คุณภาพ การกระจายสินค้าของผลิตภัณฑ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ</description>
	<lastBuildDate>Wed, 12 Feb 2020 11:26:25 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.8.3</generator>

<image>
	<url>https://www.kasemplastic.com/wp-content/uploads/2019/04/cropped-kpc-favicon-32x32.png</url>
	<title>เกษมพลาสติกเป็นผู้ผลิตที่ให้บริการครบวงจรตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ เช่น การฉีดหุ้ม การเชื่อม การพ่นทราย การพิมพ์สี การพ่นสี การประกอบและการบรรจุ การควบคุมการผลิต การวิเคราะห์คุณภาพ การกระจายสินค้าของผลิตภัณฑ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ</title>
	<link>https://www.kasemplastic.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>พลาสติกที่ถูกนำมาใช้มากในปัจจุบัน</title>
		<link>https://www.kasemplastic.com/2020/02/12/%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%96%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b8%b3%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%b2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[บริษัท เกษมพลาสติก จำกัด Kasem Plastic Co., Ltd.]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 12 Feb 2020 11:22:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[faqs]]></category>
		<category><![CDATA[Recycle]]></category>
		<category><![CDATA[เทอร์โมพลาสติก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.kasemplastic.com/?p=189</guid>

					<description><![CDATA[พลาสติกที่ใช้มากในปัจจุบัน พลาสติกที่ถูกนำมาใช้ในปริมาณ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h3 class="news_content">พลาสติกที่ใช้มากในปัจจุบัน</h3>
<p class="news_content">พลาสติกที่ถูกนำมาใช้ในปริมาณมากในปัจจุบันมีอยู่หลายชนิดที่สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ จึงมีการใส่สัญลักษณ์ตัวเลขเพื่อให้ง่ายต่อการแบ่งประเภทของพลาสติก ตัวเลขทั้ง 7 ตัวนี้ จะอยู่ในสัญลักษณ์รูปสามเหลี่ยมที่มีลูกศรสามตัววิ่งตามกันและมักพบบริเวณก้นของภาชนะพลาสติก</p>
<p class="news_content" align="center">     <img decoding="async" src="https://www.mtec.or.th/bio-plastic/images/imagedata/Poly-ethylene-terephthalate-1.jpg" alt="Poly-ethylene-terephthalate-PET" /><img decoding="async" src="https://www.mtec.or.th/bio-plastic/images/imagedata/Poly-ethylene-terephthalate-2.jpg" alt="Poly-ethylene-terephthalate-PET" /></p>
<ol class="news_content">
<li class="news_content">โพลิเอทธิลีนเทเรฟทาเลต (Poly (ethylene terephthalate), PET)<br />
PET ทนแรงกระแทก ไม่เปราะแตกง่าย สามารถทำให้ใสมาก มองเห็นสิ่งที่บรรจุอยู่ภายในจึงนิยมใช้บรรจุน้ำดื่ม น้ำมันพืช และเครื่องสำอาง นอกจากนี้ขวด PET ยังมีสมบัติป้องกันการแพร่ผ่านของก๊าซได้เป็นอย่างดี จึงใช้เป็นภาชนะบรรจุน้ำอัดลม<br />
PET สามารถนำกลับมารีไซเคิลใช้ใหม่ได้ โดยนิยมนำมาผลิตเป็นเส้นใยสำหรับทำเสื้อกันหนาว พรม และเส้นใยสังเคราะห์สำหรับยัดหมอน หรือเสื้อสำหรับเล่นสกี</li>
<li class="news_content">โพลิเอทธิลีนความหนาแน่นสูง (High density polyethylene, HDPE)<br />
HDPE โพลิเอทธิลีนชนิดหนาแน่นสูงมีโครงสร้างโมเลกุลเป็นสายตรง ค่อนข้างแข็งแต่ยืดได้มาก ไม่แตกง่าย ส่วนใหญ่ทำให้มีสีสันสวยงาม ยกเว้นขวดที่ใช้บรรจุน้ำดื่ม ซึ่งจะขุ่นกว่าขวด PET ราคาถูกขึ้นรูปได้ง่าย ทนสารเคมีจึงนิยมใช้ทำบรรจุภัณฑ์สำหรับน้ำยาทำความสะอาด แชมพูสระผม แป้งเด็ก และถุงหูหิ้ว นอกจากนี้ภาชนะที่ทำจาก HDPE ยังมีสมบัติป้องกันการแพร่ผ่านของความชื้นได้ดี จึงใช้เป็นขวดนมเพื่อยืดอายุของนมให้นานขึ้น<br />
HDPE สามารถนำกลับมารีไซเคิลเพื่อผลิตขวดต่างๆ เช่น ขวดใส่น้ำยาซักผ้า แท่งไม้เทียมเพื่อใช้ทำรั้วหรือม้านั่งในสวน</p>
<p class="news_content" align="center">     <img decoding="async" src="https://www.mtec.or.th/bio-plastic/images/imagedata/High-density-polyethylene-HDPE-1.jpg" alt="High density polyethylene, HDPE" /><img decoding="async" src="https://www.mtec.or.th/bio-plastic/images/imagedata/High-density-polyethylene-HDPE-2.jpg" alt="High density polyethylene, HDPE" /></p>
</li>
<li class="news_content">โพลิไวนิลคลอไรด์ (Poly (vinyl chloride), PVC) PVC เป็นพลาสติกแข็งใช้ทำท่อ เช่น ท่อน้ำประปา แต่สามารถทำให้นิ่มโดยใส่สารพลาสติกไซเซอร์ ใช้ทำสายยางใส แผ่นฟิล์มสำหรับห่ออาหาร ม่านในห้องอาบน้ำ แผ่นกระเบื้องยาง แผ่นพลาสติกปูโต๊ะ ขวดใส่แชมพูสระผม PVC เป็นพลาสติกที่มีสมบัติหลากหลาย สามารถนำมาใช้ผลิตผลิตภัณฑ์อื่นได้อีกมาก เช่น ประตู หน้าต่าง วงกบ และหนังเทียม PVC สามารถนำกลับมารีไซเคิล เพื่อผลิตท่อประปาสำหรับการเกษตร กรวยจราจร และเฟอร์นิเจอร์ หรือม้านั่งพลาสติก
<p class="news_content" align="center">     <img decoding="async" src="https://www.mtec.or.th/bio-plastic/images/imagedata/Poly-vinyl-chloride-PVC-1.jpg" alt="Poly vinyl chloride-PVC" /><img decoding="async" src="https://www.mtec.or.th/bio-plastic/images/imagedata/Poly-vinyl-chloride-PVC-2.jpg" alt="Poly vinyl chloride-PVC" /></p>
</li>
<li class="news_content">โพลิเอทธิลีนความหนาแน่นต่ำ (Low density polyethylene, LDPE)<br />
LDPE เป็นพลาสติกที่นิ่ม สามารถยืดตัวได้มาก มีความใส นิยมนำมาทำเป็นฟิล์มสำหรับห่ออาหารและห่อของ ถุงใส่ขนมปัง และถุงเย็นสำหรับบรรจุอาหาร<br />
LDPE สามารถนำกลับมารีไซเคิลใช้ใหม่ได้ โดยใช้ผลิตเป็นถุงดำสำหรับใส่ขยะ ถุงหูหิ้ว หรือถังขยะ</p>
<p class="news_content" align="center">     <img decoding="async" src="https://www.mtec.or.th/bio-plastic/images/imagedata/Low-density-polyethylene-LDPE-1.jpg" alt="Low density polyethylene, LDPE" /><img decoding="async" src="https://www.mtec.or.th/bio-plastic/images/imagedata/Low-density-polyethylene-LDPE-2.jpg" alt="Low density polyethylene, LDPE" /></p>
</li>
<li class="news_content">โพลิโพรพิลีน (Polypropylene, PP)<br />
PP เป็นพลาสติกที่แข็ง ทนต่อแรงกระแทกได้ดี ทนต่อสารเคมี ความร้อน และน้ำมัน ทำให้มีสีสันสวยงามได้ ส่วนใหญ่นิยมนำมาทำภาชนะบรรจุอาหาร เช่น กล่อง ชาม จาน ถัง ตะกร้า หรือกระบอกสำหรับใส่น้ำแช่เย็น<br />
PP สามารถนำกลับมารีไซเคิลใช้ใหม่ได้ โดยนิยมผลิตเป็นกล่องแบตเตอรี่รถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ เช่น กันชน และกรวยสำหรับน้ำมัน</p>
<p class="news_content" align="center">     <img decoding="async" src="https://www.mtec.or.th/bio-plastic/images/imagedata/Polypropylene-_PP-1.jpg" alt="Polypropylene- PP" /><img decoding="async" src="https://www.mtec.or.th/bio-plastic/images/imagedata/Polypropylene-_PP-2.jpg" alt="Polypropylene- PP" /></p>
</li>
<li class="news_content">โพลิสไตรีน (Polystyrene, PS)<br />
PS เป็นพลาสติกที่แข็ง ใส แต่เปราะ และแตกง่าย ราคาถูก นิยมนำมาทำเป็นภาชนะบรรจุของใช้ เช่น เทปเพลง สำลี หรือของแห้ง เช่น หมูแผ่น หมูหยอง และคุ้กกี้ เนื่องจาก PS เปราะและแตกง่าย จึงไม่นิยมนำพลาสติกประเภทนี้มาบรรจุน้ำดื่มหรือแชมพูสระผม เนื่องจากอาจลื่นตกแตกได้<br />
มีการนำพลาสติกประเภทนี้มาใช้ทำภาชนะหรือถาดโฟมสำหรับบรรจุอาหาร โฟมจะมีน้ำหนักที่เบามากเนื่องจากประกอบด้วย PS ประมาณ 2-5 % เท่านั้น ส่วนที่เหลือเป็นอากาศที่แทรกอยู่ในช่องว่าง<br />
PS สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ โดยนิยมผลิตเป็นไม้แขวนเสื้อ กล่องวีดีโอ ไม้บรรทัด หรือ ของใช้อื่นๆ</p>
<p class="news_content" align="center"><img decoding="async" src="https://www.mtec.or.th/bio-plastic/images/imagedata/Polystyrene-PS.jpg" alt="Polystyrene- PS" />
</p>
</li>
<li>พลาสติกอื่นๆ ที่ไม่ใช่ 6 ชนิดแรก หรือไม่ทราบว่าเป็นพลาสติกชนิดใด<br />
ปัจจุบันเรามีพลาสติกหลายชนิดให้เลือกใช้ พลาสติกที่ใช้ในครัวเรือนส่วนใหญ่สามารถนำกลับมารีไซเคิลเพื่อหลอมใช้ใหม่ได้ การมีสัญลักษณ์ตัวเลข ทำให้เราสามารถแยกพลาสติกออกเป็นชนิดต่างๆ เพื่อนำกลับมารีไซเคิลใช้ใหม่ได้ง่ายขึ้น<br />
สำหรับพลาสติกในกลุ่มที่ 7 เป็นพลาสติกชนิดอื่นที่ไม่ใช่ 6 ชนิดแรก นอกจะมีตัวเลขระบุแล้ว ควรใส่สัญลักษณ์ภาษาอังกฤษระบุชนิดของพลาสติกนั้นๆ ไว้ เพื่อสะดวกในการแยกและนำกลับมารีไซเคิล เช่น โพลิคาร์บอเนต (Polycarbonate, PC)</p>
<p class="news_content" align="center">     <img decoding="async" src="https://www.mtec.or.th/bio-plastic/images/imagedata/Polycarbonate-PC-1.jpg" alt="Polycarbonate-PC" /><img decoding="async" src="https://www.mtec.or.th/bio-plastic/images/imagedata/Polycarbonate-PC-2.jpg" alt="Polycarbonate-PC" /></p>
</li>
</ol>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ประเภทของพลาสติกย่อยสลายได้</title>
		<link>https://www.kasemplastic.com/2019/04/27/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a0%e0%b8%97%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%a5/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[project261]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 27 Apr 2019 13:13:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[faqs]]></category>
		<category><![CDATA[Bioplastic]]></category>
		<category><![CDATA[พลาสติกชีวภาพ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.kasemplastic.com/?p=186</guid>

					<description><![CDATA[ประเภทของพลาสติกย่อยสลายได้ ประเภทของพลาสติกย่อยสลายได้ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h3>ประเภทของพลาสติกย่อยสลายได้</h3>
<p class="news_content">ประเภทของพลาสติกย่อยสลายได้<br />
โดยทั่วไป เราสามารถแบ่งกลไกการย่อยสลายของพลาสติกเป็น 5 ประเภทใหญ่ๆ คือ</p>
<ol class="news_content">
<li><strong><span class="news_content" dir="LTR">การย่อยสลายได้โดยแสง (Photodegradation)</span></strong><span class="news_content"> การย่อยสลายโดยแสงมักเกิดจากการเติมสารเติมแต่งที่มีความว่องไวต่อแสงลงในพลาสติกหรือสังเคราะห์โคพอลิเมอร์ให้มีหมู่ฟังก์ชันหรือพันธะเคมีที่ไม่แข็งแรง แตกหักง่ายภายใต้รังสี (UV) เช่น หมู่คีโตน (Ketone group) อยู่ในโครงสร้าง เมื่อสารหรือหมู่ฟังก์ชันดังกล่าวสัมผัสกับรังสียูวีจะเกิดการแตกของพันธะกลายเป็นอนุมูลอิสระ (Free radical) ซึ่งไม่เสถียร จึงเข้าทำปฏิกิริยาต่ออย่างรวดเร็วที่พันธะเคมีบนตำแหน่งคาร์บอนในสายโซ่พอลิเมอร์ ทำให้เกิดการขาดของสายโซ่ แต่การย่อยสลายนี้จะไม่เกิดขึ้นภายในบ่อฝังกลบขยะ กองคอมโพสท์ หรือสภาวะแวดล้อมอื่นที่มืด หรือแม้กระทั่งชิ้นพลาสติกที่มีการด้วยหมึกที่หนามากบนพื้นผิว เนื่องจากพลาสติกจะไม่ได้สัมผัสกับรังสียูวีโดยตรง</span></li>
<li><strong><span class="news_content" dir="LTR">การย่อยสลายทางกล (Mechanical Degradation)</span></strong><span class="news_content"> โดยการให้แรงกระทำแก่ชิ้นพลาสติกทำให้ชิ้นส่วนพลาสติกแตกออกเป็นชิ้น ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้โดยทั่วไปในการทำให้พลาสติกแตกเป็นชิ้นเล็กๆ</span></li>
<li><span class="news_content" dir="LTR"><strong>การย่อยสลายผ่านปฏิกิริยาออกซิเดชัน (Oxidative Degradation)</strong> </span><span class="news_content">การย่อยสลายผ่าน)ฏิกิริยาออกซิเดชันของพลาสติก เป็นปฏิกิริยาการเติมออกซิเจนลงในโมเลกุลของพอลิเมอร์ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้เองในธรรมชาติอย่างช้าๆ โดยมีออกซิเจน และความร้อน แสงยูวี หรือแรงทางกลเป็นปัจจัยสำคัญ เกิดเป็นสารประกอบไฮโดรเปอร์ออกไซด์ (hydroperoxide, ROOH) ในพลาสติกที่ไม่มีการเติม สารเติมแต่งที่ทำหน้าที่เพิ่มความเสถียร (stabilizing additive) แสงและความร้อนจะทำให้ ROOH แตกตัวกลายเป็นอนุมูลอิสระ RO และ OH) ที่ไม่เสถียรและเข้าทำปฏิกิริยาต่อที่พันธะเคมีบนตำแหน่งคาร์บอนในสายโซ่พอลิเมอร์ ทำให้เกิดการแตกหักและสูญเสียสมบัติเชิงกลอย่างรวดเร็ว แต่ด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ได้รับการวิจัยและพัฒนาขึ้นในปัจจุบันทำให้พอลิโอเลฟินเกิดการย่อยสลายผ่านปฏิกิริยาออกซิเดชันกับออกซิเจนได้เร็วขึ้นภายในช่วงเวลาที่กำหนด โดยการเติมสารเติมแต่งที่เป็นเกลือของโลหะทรานสิชัน ซึ่งทำหน้าที่คะตะลิสต์เร่งการแตกตัวของสารประกอบไฮโดรเปอร์ออกไซด์ (Hydroperoxpide, ROOH) เป็นอนุมูลอิสระ (Free radical) ทำให้สายโซ่พอลิเมอร์เกิดการแตกหักและสูญเสียสมบัติเชิงกลรวดเร็วยิ่งขึ้น</span></li>
<li><span class="news_content" dir="LTR"><strong>การย่อยสลายผ่านปฏิกิริยาไฮโดรไลซิส (Hydrolytic Degradation)</strong> </span><span class="news_content">การย่อยสลายของพอลิเมอร์ที่มีหมู่เอสเทอร์ หรือเอไมด์ เช่น แป้ง พอลิเอสเทอร์ พอลิแอนไฮดรายด์ พอลิคาร์บอเนต และพอลิยูริเทน ผ่านปฏิกิริยาก่อให้เกิดการแตกหักของสายโซ่พอลิเมอร์ ปฏิกิริยาไฮโดรไลซิสที่เกิดขึ้น โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทที่ใช้คะตะลิสต์ (Catalytic hydrolysis) และไม่ใช้คะตะลิสต์ (Non-Catalytic Hydrolysis) ซึ่งประเภทแรกยังแบ่งออกได้เป็น 2 แบบคือ แบบที่ใช้คะตะลิสต์จากภายนอกโมเลกุลของพอลิเมอร์เร่งให้เกิดการย่อยสลาย (External Catalytic Degradation) และแบบที่ใช้คะตะลิสต์จากจากภายในโมเลกุลของพอลิเมอร์เองในการเร่งให้เกิดการย่อยสลาย (Internal catalytic degradation) โดยคะตะลิสต์จากภายนอกมี 2 ชนิด คือ คะตะลิสต์ที่เป็นเอนไซม์ต่างๆ (Enzyme) เช่น Depolymerase lipase esterase และ glycohydrolase ในกรณีนี้จัดเป็นการย่อยสลายทางชีวภาพ และคะตะลิสต์ที่ไม่ใช่เอนไซม์ (Non-enzyme) เช่น โลหะแอลคาไลด์ (alkaline metal) เบส (base) และกรด(acid) ที่มีอยู่ในสภาวะแวดล้อมในธรรมชาติ ในกรณีนี้จัดเป็นการย่อยสลายทางเคมี สำหรับปฏิกิริยาไฮโดรไลซิสแบบที่ใช้คะตะลิสต์จากภายในโมเลกุลของพอลิเมอร์นั้นใช้หมู่คาร์บอกซิล(Carboxyl Group) ของหมู่เอสเทอร์ หรือเอไมด์บริเวณปลายของสายโซ่พอลิเมอร์ในการเร่งปฏิกิริยาการย่อยสลายผ่าปฏิกิริยาไฮโดรไลซิส</span></li>
<li><strong><span class="news_content" dir="LTR">การย่อยสลายทางชีวภาพ (Biodegradation) </span></strong><span class="news_content"><span class="news_content">การย่อยสลายของพอลิเมอร์จากการทำงานของจุลินทรีย์โดยทั่วไปมีกระบวนการ 2 ขั้นตอน เนื่องจากขนาดของสายพอลิเมอร์ยังมีขนาดใหญ่และไม่ละลายน้ำ ในขั้นตอนแรกของของการย่อยสลายจึงเกิดขึ้นภายนอกเซลล์โดยการปลดปล่อยเอ็นไซม์ของจุลินทรีย์ซึ่งเกิดได้ทั้งทั้งแบบใช้ endo-enzyme หรือ เอนไซม์ที่ทำใหเกิดการแตกตัวของพันธะภายในสายโซ่พอลิเมอร์อย่างไม่เป็นระเบียบ และแบบ exo-enzyme หรือเอนไซม์ที่ทำให้เกิดการแตกหักของพันธะทีละหน่วยจากหน่วยซ้ำที่เล็กที่สุดที่อยู่ด้านปลายของสายโซ่พอลิเมอร์ เมื่อพอลิเมอร์แตกตัวจนมีขนาดเล็กพอจะแพร่ผ่านผนังเซลล์เข้าไปในเซลล์ และเกิดการย่อยสลายต่อในขั้นตอนที่ 2 ได้ผลิตภัณฑ์ในขั้นตอนสุดท้าย (ultimate biodegradation) คือ พลังงาน และสารประกอบขนาดเล็กที่เสถียรในธรรมชาติ (Mineralization) เช่น แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ แก๊สมีเทน น้ำ เกลือ แร่ธาตุต่างๆ และมวลชีวภาพ (biomass)</span></span><em>*มวลชีวภาพหมายถึง มวลรวมของสสารที่เกิดขึ้นจากกระบวนการในการดำรงชีวิตและเติบโตของสิ่งมีชีวิต ซึ่งรวมถึงพืช สัตว์ และจุลินทรีย์</em>
<p><span class="news_content" dir="LTR">นอกจากนี้ยังพบว่า มีการใช้คำว่า พลาสติกย่อยสลายได้ในสภาวะแวดล้อมธรรมชาติ (Environmentally Degradable Plastics, EDP) </span>ซึ่งหมายถึง พลาสติกที่สามารถเกิดการเปลี่ยนแปลงสมบัติเนื่องจากปัจจัยต่างๆ ในสภาวะแวดล้อม เช่น กรด ด่าง น้ำ และออกซิเจนในธรรมชาติ แสงจากดวงอาทิตย์ แรงเค้นจากการกระทบของเม็ดฝนและแรงลม หรือจากเอนไซม์ของจุลินทรีย์ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเคมี กลายเป็นสารที่ถูกดูดซึม และย่อยสลายต่อได้อย่างสมบูรณ์โดยจุลินทรีย์ได้แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ สารอนินทรีย์ และมวลชีวภาพ เป็นผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย โดยการย่อยสลายและการดูดซึมนี้ต้องเกิดขึ้นได้รวดเร็วเพียงพอที่จะไม่ทำให้เกิดการสะสมในสภาวะแวดล้อม และคำว่า พลาสติกที่เป็นมิตรต่อสภาวะแวดล้อม (Environmental Friendly Plastics) หรือ พลาสติกสีเขียว (Green Plastics) หมายถึง พลาสติกที่ทำให้ภาระในการจัดการขยะลดลง และส่งผลกระทบโดยรวมต่อสภาวะแวดล้อมน้อยกว่าพลาสติกที่ใช้กันอยู่ทั่วไปในปัจจุบัน</li>
</ol>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Polymer Processing Technology</title>
		<link>https://www.kasemplastic.com/2019/04/27/polymer-processing-technology/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[project261]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 27 Apr 2019 13:03:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[faqs]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.kasemplastic.com/?p=181</guid>

					<description><![CDATA[Polymer Processing Technology 1.      การเตรียมพลาสติกเ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h1><strong>Polymer Processing Technology</strong></h1>
<p><strong>1. <em>     การเตรียมพลาสติกเพื่อการขึ้นรูป</em></strong></p>
<p>มักเตรียมในรูปของ pellets เพื่อง่ายต่อการขึ้นรูป และ มีการเติมสารเพิ่มประสิทธิภาพ</p>
<p>สารเติมแต่ง (additive)</p>
<p>&#8211; ผงสี สารป้องกันยูวี สารช่วยลดไฟฟ้าสถิต</p>
<p>&#8211; สารเพิ่มความคงทนต่อยูวีหรือความร้อน</p>
<p>สารเสริมแรง (reinforcements) :เพื่อเพิ่มสมบัติเชิงกล เช่น ใยแก้ว ใยคาร์บอน ผงคาร์บอน</p>
<p>ฟิลเลอร์(fillers) :เพื่อเพิ่มเนื้อสาร ลดต้นทุนการผลิต เช่น ผงไม้ CaCO3</p>
<p>ปริมาณของสารเสริมที่เติม ตั้งแต่ 0.01 – 50% ของพลาสติก</p>
<p><strong>1.1.   การผสม (Mixing)</strong></p>
<p>1)           ใช้ผสมของแข็งกับของแข็ง หรือ ของแข็งกับของเหลว</p>
<p>2)           ใช้เครื่องผสม (Mixer หรือ Blender)</p>
<p>3)           วัสดุที่ผสมกระจายตัวและเข้ากันอย่างทั่วถึง แต่ยังคงอนุภาคของสาร แต่ละชนิดอย่างชัดเจน</p>
<p>พลาสติกหลังการผสม จะถูกน าไปขึ้นรูปโดย</p>
<p>1)           Extrusion หรือการฉีดเข้าเบ้า</p>
<p>2)           การอัดเข้าเบ้า (compression molding</p>
<p><span style="font-size: 16px;">3)           การอัดส่ง (transfer molding)</span></p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="wp-image-529 size-full aligncenter" src="https://www.kasemplastic.com/wp-content/uploads/2019/04/000001.jpg" alt="" width="936" height="553" srcset="https://www.kasemplastic.com/wp-content/uploads/2019/04/000001.jpg 936w, https://www.kasemplastic.com/wp-content/uploads/2019/04/000001-300x177.jpg 300w, https://www.kasemplastic.com/wp-content/uploads/2019/04/000001-768x454.jpg 768w, https://www.kasemplastic.com/wp-content/uploads/2019/04/000001-600x354.jpg 600w" sizes="(max-width: 936px) 100vw, 936px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>1.2.   การคอมปาวด์(Compoonding)</strong></p>
<p>1)            ท าให้อนุภาคของวัสดุชนิดต่างๆ กระจายตัวเป็นเนื้อเดียวกัน</p>
<p>2)           อาศัยแรงเฉือนในการบดผสม ในขณะที่พลาสติกอยู่ใรสภาวะหลอม</p>
<p>3)           วัสดุที่ผสมแล้ว มีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ</p>
<p>4)           ผสมได้ดีกว่าการ mixing</p>
<p>5)           Technical terms: intensive mixing, compounding, dispersion, dispersive mixing</p>
<p>6)           ในกระบวนการแปรรูปพลาสติก จะใช้การคอมปาวด์เมื่อ</p>
<p>1.2.6.1.              ต้องการเติม filler, plasticizer หรือ พอลิเมอร์อื่นๆ ในปริมาณสูง</p>
<p>1.2.6.2.             การผสมแบบ mixing ไม่ดีพอ<img decoding="async" class="wp-image-530 size-full aligncenter" style="font-weight: inherit;" src="https://www.kasemplastic.com/wp-content/uploads/2019/04/000002.jpg" alt="" width="895" height="579" srcset="https://www.kasemplastic.com/wp-content/uploads/2019/04/000002.jpg 895w, https://www.kasemplastic.com/wp-content/uploads/2019/04/000002-300x194.jpg 300w, https://www.kasemplastic.com/wp-content/uploads/2019/04/000002-768x497.jpg 768w, https://www.kasemplastic.com/wp-content/uploads/2019/04/000002-600x388.jpg 600w" sizes="(max-width: 895px) 100vw, 895px" /><span id="more-181"></span></p>
<h5></h5>
<blockquote>
<h5><span style="font-size: 1.1em; font-weight: bold;">กระบวนการอัดรีด extrusion </span></h5>
</blockquote>
<p>เป็นกระบวนการขึ้นรูปสำหรับเทอร์โมพลาสติก โดยเม็ดพลาสติกจะเข้าสู่เครื่องทาง Hopper จากนั้นจะถูก<br />
หลอมภายในเครื่องอัดรีด (extruder) โดยอาศัยทั้งความร้อน แรงเฉือน และความดัน พลาสติกหลอมจะถูกดันออกสู่<br />
แม่พิมพ์ (mould) ที่บริเวณปลายเปิด (Die) เพื่อขึ้นรูปตามต้องการ พลาสติกหลอมที่ออกจากหน้า Die เรียกว่า<br />
extrudate ในบางกระบวนการจะมีการให้ความเย็น (cooling) หลังจากพลาสติกออกจากหน้า Die แล้วเพื่อให้คงรูป<br />
ตามที่ต้องการ</p>
<h6><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-531 size-full" src="https://www.kasemplastic.com/wp-content/uploads/2019/04/000003.jpg" alt="" width="918" height="323" srcset="https://www.kasemplastic.com/wp-content/uploads/2019/04/000003.jpg 918w, https://www.kasemplastic.com/wp-content/uploads/2019/04/000003-300x106.jpg 300w, https://www.kasemplastic.com/wp-content/uploads/2019/04/000003-768x270.jpg 768w, https://www.kasemplastic.com/wp-content/uploads/2019/04/000003-600x211.jpg 600w" sizes="(max-width: 918px) 100vw, 918px" /> <img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-532 size-full" src="https://www.kasemplastic.com/wp-content/uploads/2019/04/What-Is-Plastic-Extrusion.png" alt="" width="850" height="351" srcset="https://www.kasemplastic.com/wp-content/uploads/2019/04/What-Is-Plastic-Extrusion.png 850w, https://www.kasemplastic.com/wp-content/uploads/2019/04/What-Is-Plastic-Extrusion-300x124.png 300w, https://www.kasemplastic.com/wp-content/uploads/2019/04/What-Is-Plastic-Extrusion-768x317.png 768w, https://www.kasemplastic.com/wp-content/uploads/2019/04/What-Is-Plastic-Extrusion-600x248.png 600w" sizes="(max-width: 850px) 100vw, 850px" /></h6>
<h5><strong>   ส่วนประกอบและหลักการทำงานของเครื่องอัดรีด ได้แก่</strong></h5>
<p><strong> บาเรล (barrel)</strong> เป็นทรงกระบอกกลวงที่วางตัวตามแนวนอน<br />
<strong> เกลียว (screw)</strong> ภายในบาเรลมีสกรู (screw) ซึ่งจะถูกหมุนด้วยมอเตอร์ที่ปรับความเร็วรอบได้ อาจเป็นสกรู<br />
เดี่ยว (single screw extruder) หรือเกลียวคู่ (twin screw extruder) ครีบกวาดของสกรู (flight) อาจถูก<br />
ออกแบบให้มีความสูงลดลงตามแนวยาวของสกรู อยู่ภายในกระบอกที่มีรัศมีลดลง ทำให้เกิดหน้าที่แตกต่างกัน<br />
ช่วงต้นของสกรูที่มีความสูงของครีบกวาดมากจะทำหน้าที่ลำเลียงวัตถุดิบป้อนเข้าสู่ภายใน และจะถูกคลุกเคล้า<br />
ให้ผสมกันในช่องว่างระหว่างครีบกวาดกับกระบอก เมื่ออาหารล าเลียงมาถึงช่วงที่ระยะครีบกวาดสั้นลงจะถูก<br />
บีบให้เคลื่อนที่อยู่ในที่ว่างลดลง ความดันเพิ่มสูงขึ้น ท าให้เกิดแรงเฉือน (shear force) ระหว่างวัตถุดิบเอง<br />
และระหว่างวัตถุดิบกับพื้นผิวของกระบอกและสกรู เกิดการนวดให้ผสมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน และอุณหภูมิจะ<br />
เพิ่มสูงขึ้นจากแรง และความดันที่เพิ่มมากขึ้น<br />
<strong> ได (die)</strong><br />
<strong> ใบมีดตัด (face cutter)</strong></p>
<h5><strong>กลุ่มกระบวนการอัดรีดขึ้นรูป (Extrusion) ประกอบด้วยกระบวนการต่างๆ ซึ่งแต่ละกระบวนการแตกต่างกันที่</strong><br />
<strong>รูปร่างของวัสดุสุดท้ายที่ต้องการในการนำไปใช้ประโยชน์ดังต่อไปนี้</strong></h5>
<p>1.1  Blown Film Extrusion ประเภทผลิตภัณฑ์ ถุงพลาสติก</p>
<p>1.2 Film Extrusion ประเภทผลิตภัณฑ์ แผ่นฟิล์มบาง</p>
<p>1.3 Sheet Extrusion ประเภทผลิตภัณฑ์ เสื่อน้ำมัน, หนังเทียม</p>
<p>1.4 Pipe/tube Extrusion ประเภทผลิตภัณฑ์ ท่อ PVC, ท่อน้ำ</p>
<p>1.5 Profile Extrusion ประเภทผลิตภัณฑ์ รางสายไฟ, ขอบหน้าต่าง</p>
<p>1.6 Tape Yarn /Filament Extrusion ประเภทผลิตภัณฑ์ กระสอบพลาสติก*<br />
*Tape Yarn เป็นการผลิตแบบผสม คือ การท าเส้นเทปนั้นเป็นการ Extrusion แต่หลังจากได้เส้นเทปแล้วต้อง<br />
นำไปผ่านการทอ, การตัด และการเย็บ จึงจะออกมาเป็นกระสอบพลาสติก<!--more--></p>
<blockquote>
<h4><strong>กระบวนการฉีดขึ้นรูป (Injection molding)</strong></h4>
<h4><strong><img decoding="async" class="alignright" src="https://lh3.googleusercontent.com/proxy/9HlAViFKqZZjofnaV9h8J_72S0NEdKhUMhuA1uOloHPm41IzUOfeQacWpS52WJ1hrGRaLrZArJwnBRG2XH4tfZkxMdJE7U5WKHa-9psFflWqLVU89_JeyR8NZw1tp-arcjP-RNtYgIX5HQHeaS9c5lNDteZqF2rv0-xDmSMV08xyKJ2nh6FNZrU4EDtEi7BcFTwuudaDK6zKt9_FCx4_ZPEn1v3PZ9gVWSVvyXuRpvdaHHl3ZvnqSwchvoZeoRAVAcZxqS142XJ87eHp2uEKdjZ9UALwsKlNixyGrdfUCLvNBjseDvgg-nkmmME9xvQHtU1phf1s0JSTEqlVhr8xyzY5xCapABWkUFc6MLqRQM5kcwCrIx7l4dkVPgABFp25tl1XGpF_TKBN_dzgAjxIsQdgPJW5xyma3eBmOQiEKgBcMe8mb8K-GNyZtvBT0gRjhBJes1ZZoGJ9HR1FFfz4C5Ea_8nI6YH0kWeBt8pmstiBmkaKN_Pk6mkreBfLpoOE9k_bN_X_xE33xtdNMwKwo6G2OGk5wCOpkJrlSNP0d2HdZDux48TsokmkVc5JakcqNb02zPQ-IVfkupekzjnYjklFlarY-iJ-kSqUoUG62xmgvEIYBbB0bSk1dSZ_ZeLMRN1fri2rQmQvBR9XDyUXE5f3cBLrEB6CvLgUwBb4oXsiojiLZOsjIR9Z9ytuBomT0bbYTHj4sCrjJSyZaLGADrb3AYEJTyCaLHK4r1XPaLfvTrf_Fddo3OFdakNbrNWvRIadrK87KmyJT4JXudRc9DmBFCfLaU-WVblGrYcI80PitKwghE8LhS_UJDjCHGemYUupyrpxmWTLW7Iwj-a1j6HuV6QZ7YjmyrPkOZ9Q" alt="ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ กระบวนการฉีด" /></strong></h4>
</blockquote>
<p>เป็นวิธีการขึ้นรูปผลิตภัณฑ์โดยการฉีดพลาสติกที่ก าลังหลอมเหลวเข้าสู่แบบพิมพ์ด้วยความดันสูง เครื่องจักรที่ใช้ในการ<br />
นี้มีขนาดค่อนข้างใหญ่ เป็นที่นิยมแพร่หลาย มีส่วนประกอบส าคัญคือ<br />
<strong>1. ฮอปเปอร์ (Hopper)</strong> อุปกรณ์ส่วนนี้มีลักษณะเป็นกรวยขนาดใหญ่ เป็นส่วนที่ใช้บรรจุเม็ดพลาสติกและสารเติมแต่ง<br />
เพื่อป้อนเข้าเครื่องฉีดพลาสติก<br />
<strong>2. กระบอกฉีดและสกรู (Injector and screw)</strong> เป็นส่วนส าคัญของเครื่องฉีดพลาสติก ท าหน้าที่หลอมเหลวพลาสติก<br />
และสร้างแรงดัน เพื่อฉีดพลาสติกหลอมเหลวเข้าสู่แม่พิมพ์ ประกอบด้วยกระบอกตรึงติดอยู่กับที่ ส่วนต้นของกระบอก<br />
เป็นที่ติดตั้งฮอปเปอร์ ตรงส่วนกลาง และส่วนปลายของกระบอก มีเครื่องให้ความร้อนที่สามารถควบคุมอุณหภูมิให้คงที่<br />
ได้ ปลายของกระบอก จะต่อเข้ากับหัวฉีด ภายในของกระบอกนี้ เป็นสกรูที่มีความยาวสั้นกว่ากระบอกเล็กน้อย มี<br />
ลักษณะเป็นเกลียวหยาบหมุนป้อนส่วนผสมของพลาสติก ให้เคลื่อนที่เข้าสู่กระบอก สามารถเคลื่อนถอยหลังและดัน<br />
กลับ เพื่อเพิ่มแรงดันให้พลาสติกหลอมเหลวไหลเข้าสู่แม่พิมพ์<br />
ส่วนของกระบอกฉีด และ สกรูฉีดพลาสติก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://lh3.googleusercontent.com/proxy/fMw7H46_RiepJXF2HEscLt_UZpXVc3XGoIaA_58q4XZ4a3LZPrWTrDOv2CZD8wRXnTGxRjiwLjW854srNfTP7fSYnpaFc8C8uy7jbVj76rwOp5uFxCEK2AlCDsqOUnkDHJJLLOwdAj8SB_2pkOwsEMaPgBnPB1-nPaNthD55gUNZ7K00jDZjJDuGnPjDHUeymVb1h8lzeadQBOs5X9cAMej69Dt4wX8vTy7aD95TRcUCdsJV9nfYTHcDlIMhV6UjApnbVQjY9yGpkWVrVFMPo0XRP4e4i--jCBaovxV9x5HM4x5NiXkg3HfF8Yp9wsPlOPvVs5ffL35hDBoVcn-BWZzu" alt="ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ กระบวนการฉีด" width="512" height="297" /><br />
<strong>3. หัวฉีด (nozzle)</strong> เป็นส่วนต่อปลายกระบอกฉีดพลาสติก เข้ากับช่องทางไหลของพลาสติกในแม่พิมพ์ หัวฉีดมีรูขนาด<br />
เล็ก เพื่อให้พลาสติกหลอมเหลว ไหลผ่านเข้าสู่ช่องว่างในแม่พิมพ์ ด้วยความรวดเร็ว<br />
<strong>4. มอเตอร์ขับสกรู (Drived motor)</strong> มอเตอร์ขับสกรู อาจเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าหรือมอเตอร์ไฮดรอลิก ส าหรับหมุนสกรู<br />
และขับดันสกรู เพื่อฉีดพลาสติกที่ก าลังหลอมเข้าสู่ช่องว่างในแม่พิมพ์<br />
<strong>5. แม่พิมพ์ (mold)</strong> เป็นอุปกรณ์ที่มีลักษณะเป็นช่องว่าง ที่มีรูปร่างตามผลิตภัณฑ์ที่ต้องการผลิต แม่พิมพ์ โดยทั่วไป<br />
มักออกแบบให้มี 2 ชิ้น เพื่อให้สะดวกต่อการถอดผลิตภัณฑ์ออกจากแม่พิมพ์ นอกจากนี้ ต้องมีช่องทางไหลของ<br />
พลาสติกหลอมเหลวต่อจากหัวฉีด เข้าสู่ช่องว่างในแม่พิมพ์เรียกว่า สปรู (sprue)<br />
<strong>6. ตัวหนีบยึดแม่พิมพ์ (Hydraulic clamp unit)</strong> ตัวหนีบยึดแม่พิมพ์ซึ่งมักเรียกกันว่า แคล้ม เป็นกลไก ส าหรับเปิด<br />
และปิดฝาแม่พิมพ์ ขับเคลื่อนด้วยก าลังไฮดรอลิก อุปกรณ์ส่วนนี้ยังรวมทั้งอุปกรณ์ท าความร้อนเพื่ออุ่นแม่พิมพ์ก่อนฉีด<br />
และอุปกรณ์ท าความเย็นเพื่อลดอุณหภูมิแม่พิมพ์ ท าให้ผลิตภัณฑ์แข็งตัวก่อนถอดออกจากแม่พิมพ์<br />
<strong>7. ชุดควบคุมกลาง (Central control)</strong> เป็นชุดควบคุมเครื่องจักรรวมทุกส่วน ได้แก่ อุปกรณ์จ่ายกระแสไฟฟ้า<br />
อุปกรณ์วัดและควบคุมอุณหภูมิ อุปกรณ์ควบคุมความดัน และอุปกรณ์ตั้งเวลา</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter" src="https://image.makewebeasy.net/makeweb/0/A14jKiotW/Product_Samples/All_Pics6.jpg" alt="ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ กระบวนการฉีด" /><!--more--></p>
<blockquote>
<h5>กระบวนการขึ้นรูปโดยการอัดขึ้นรูป (compression molding)</h5>
<p><img decoding="async" class="alignleft" src="https://i.pinimg.com/originals/64/7d/df/647ddf0714fb5e6d98d79319ac297f77.png" alt="ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ compression molding)" /></p></blockquote>
<p>กระบวนการขึ้นรูปโดยการอัดขึ้นรูปที่นิยมใช้กับใช้พลาสติกชนิดเทอร์โมเซตติ้ง เช่น เมลามีน (melamine)<br />
และใช้ในการผลิตชิ้นงานที่ไม่มีความซับซ้อนมากนัก โดยจะน าวัตถุดิบใส่ลงในแม่พิมพ์แล้ว ท าการปิดแม่พิมพ์โดยใช้<br />
ความดันสูงพร้อมกับให้ความร้อนเพื่อให้พลาสติกเกิดการหลอมเหลวและแพร่ตัวไปตามช่องว่างของแม่พิมพ์ เมื่อ<br />
พลาสติกแข็งตัวจึงปลดชิ้นงานออกจากแม่พิมพ์ ซึ่งข้อเสียของกระบวนการนี้ คือ ผลิตชิ้นงานได้เป็นจ านวนน้อย และใช้<br />
เวลาในการผลิตนาน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><!--more--></p>
<p>&nbsp;</p>
<blockquote>
<h5>กระบวนการเป่าขึ้นรูป (Blow Molding)</h5>
</blockquote>
<p><strong>กระบวนการเป่าที่ใช้ในอุตสาหกรรม มี 2 วิธี คือ</strong><br />
<strong>1. การเอกซ์ทรูดเป่าขึ้นรูป (Extrusion Blow Molding)</strong> เป็นเทคนิคที่ท าการเอกซ์ทรูดพลาสติกหลอมเป็น<br />
ท่อกลวง (parison) แล้วเป่าด้วยลมให้ท่อเกิดการพองตัวภายในเบ้า ซึ่งนับเป็นวิธีการแบบ การเป่าโดยตรง (direct<br />
metheod) วิธีนี้เป็นวิธีที่ใช้ผลิตภัณฑ์จากการเป่ามากที่สุด<img decoding="async" class="aligncenter" src="https://ptfe-machinery.com/wp-content/uploads/2017/08/20170829143534-848x450.jpg" alt="ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Extrusion Blow Molding)" /><br />
เทคนิคการเอกซ์ทรูดเป่าเป็นการผลิตแบบขั้นตอนเดียว (one-station process) ซึ่งเป็นการใช้เครื่องเอกซ์<br />
ทรูด ที่เดินเครื่องและหยุดเป็น จังหวะการเป่า (intermittentrunning extruder) กล่าวคือ มีการหมุนและหยุดของสก<br />
รูเป็นช่วงๆ คล้ายกับกรณีกับเครื่องเอกซ์ทรูดที่ใช้เป็นชุดหลอมในเครื่องฉีดพลาสติก ลักษณของเครื่องเอกซ์ทรูดที่<br />
เดินเครื่องในลักษณะดังกล่าว<br />
การเป่าโดยวิธีนี้ เริ่มต้นโดยการเอกซ์ทรูดพาริสันออกมา โดยให้ต าแหน่งวางอยู่ใจกลางของเบ้าทั้งสองซีก และ<br />
ต้องเอกซ์ทรูดพาริสันให้ยาวกว่าส่วนล่างของเบ้าเล็กน้อย หลังจากนั้นปิดเบ้า แล้วใช้ใบมีดตัดพาริสันในต าแหน่งเหนือ<br />
ส่วนบนของเบ้าเล็กน้อย แล้วเป่าลมเข้าไปในแกนกลางของพาริสัน โดยใช้ความดันลมประมาณ 8 บาร์ ( 180 ปอนด์ต่อ<br />
ตารางนิ้ว) ท าให้พลาสติกพองตัวกระทบเบ้าเย็น ซึ่งนิยมใช้น้ าเย็นที่มีช่วงอุณหภูมิระหว่าง 5 ถึง 15 องศา ไหล<br />
หมุนเวียนในเบ้าตัวหล่อเย็นท าให้ได้ผลิตภัณฑ์ตามรูปร่างของเบ้า หลังจากชิ้นงานแข็งตัวดีแล้ว ถอดชิ้นงานออกจากเบ้า<br />
และเริ่ม cycle ของการผลิตใหม่<br />
<strong>2. การฉีดเป่าขึ้นรูป (Injection Blow Molding)</strong> การฉีดเป่าเป็นวิธีแปรรูปพลาสติกที่ใช้พลาสติกที่ใช้<br />
เทคนิคการฉีดและการเป่าร่วมกัน เป็นวิธีที่ใหม่ที่สุดของเทคโนโลยีการเป่าพลาสติก เครื่องฉีดเป่าประกอบด้วยชุดฉีด<br />
และหลอมพลาสติก และชุดขึ้นรูป ชุดหลอมพลาสติก เหมือนเทคนิคการฉีด (injection molding) ดังนั้นสามารถสรุป<br />
ขั้นตอนการฉีดเป่าได้ 3 ขั้นตอนหลักดังต่อไปนี้<img decoding="async" class="aligncenter" src="https://www.researchgate.net/profile/Fabiola_Iniguez-Franco/publication/299767774/figure/fig2/AS:375233992249345@1466474163934/Injection-stretch-blow-molding-ISBM-of-PLA-bottle-Reprinted-from-Progress-in-Polymer.png" alt="ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Injection Blow Molding" /><br />
ขั้นตอนที่ 1 เตรียมชิ้นงานก่อนขึ้นรูป โดยใช้เครื่องฉีดพลาสติกขึ้นรูปพาริสันบนตัวรองรับหรือแกนที่เป็นโลหะ<br />
แล้วหมุนพลาสติกหลอมที่ติดอยู่บนแกนซึ่งเรียกว่าเป็น ฟรีฟอร์ม (perform) ไปท าการเป่าในขั้นตอนที่ 2<br />
ขั้นตอนที่ 2 ปิดเบ้าหลังจากรับชิ้นงานจากขั้นตอนที่ 1 แล้วเป่าลมเข้าเพื่อให้พาริสันพองตัวและมีรูปร่างเต็ม<br />
ตามเบ้าต่อมาชิ้นงานจะเย็นลง เนื่องจากการหล่อเย็นด้วยระบบน้ าหมุนเวียน<br />
ขั้นตอนที่ 3 เคลื่อนย้ายชิ้นงานไปยังชุดถอดชิ้นงาน เพื่อถอดชิ้นงานออกจากตัวรองรับ<img decoding="async" class="aligncenter" src="https://www.yomura.com.tw/proimage/images/service/service-13/blow_molding7.jpg" alt="ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Injection Blow Molding" /><!--more--></p>
<blockquote>
<h5><strong>กระบวนการขึ้นรูปแบบ Rotational Molding<img decoding="async" class="aligncenter" src="https://www.egoplastic.com/wp-content/uploads/2019/01/Rotational-molding-1.jpg" alt="ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Rotational Molding" /></strong></h5>
</blockquote>
<p>การขึ้นรูปผลิตภัณฑ์พลาสติกโดยวิธีหมุน เหมาะส าหรับผลิตชิ้นงานภายในกลวงขนาดใหญ่ ซึ่งจะได้ชิ้นงานที่ไม่<br />
มีความเค้น ผิวงานเรียบร้อย ระยะเวลาการผลิตต่ า และมีความหนาสม่ าเสมอ หลักการท างานของการขึ้นรูปแบบนี้<br />
ประกอบด้วยขั้นตอนหลัก 4 ขั้นตอน ดังนี้ดังรูป<br />
1. การใส่วัตถุดิบ (loading) วัตถุดิบที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นพลาสติกพวกเทอร์โมพลาสติก อาจจะมีลักษณะเป็นของเหลว<br />
หรือ เป็นผงก็ได้ น ามาใส่เข้าไปในแม่พิมพ์กลวงหลังจากนั้นปิดฝาประกบแม่พิมพ์<br />
2. การขึ้นรูปหรือการหลอมละลาย (molding หรือ curing) ย้ายแม่พิมพ์เข้าไปยังห้องร้อน เพื่อน าไปหมุนสองแกน<br />
พร้อมทั้งให้ความร้อนเพื่อให้พลาสติกเหลว และไหลเกลี่ยไปตามผิวภายในของแม่พิมพ์จนทั่วถึง ด้วยแรงโน้มถ่วง (ไม่ใช่<br />
แรงเหวี่ยง)<br />
3. การท าให้เย็น (cooling) ย้ายไปยังห้องเย็นโดยอาจจะใช้อากาศเย็น หรือน้ าเย็นพ่นใส่แม่พิมพ์ แต่แม่พิมพ์จะต้อง<br />
ยังคงหมุนอยู่ เพื่อลดการหดตัวของชิ้นงานขณะท าการหล่อเย็น<br />
4. การน าเอาชิ้นงานออก (unloading) จากนั้นเมื่อชิ้นงานแข็งตัวและคงรูปแล้ว ก็สามารถเปิดแม่พิมพ์ออก เพื่อน า<br />
ชิ้นงานออกได้</p>
<p><!--more--></p>
<blockquote>
<h5>กระบวนการขึ้นรูปแบบ Thermoforming</h5>
</blockquote>
<p>การแปรรูปพลาสติกโดยเทคนิคเทอร์โมฟอร์มมีหลายเทคนิค แต่ทุกเทคนิคมีหลักการพื้นฐาน คือ การทำให้พลาสติกอ่อนตัวที่อุณหภูมิที่เหมาะสม แล้วทำการดึงแผ่นพลาสติกให้ยืด (stretching) ตามด้วยการขึ้นรูป (forming) โดยการใช้แรงดันลม แรงดันสุญญากาศแรงดึงเชิงกล หรือใช้แรงทั้งสามชนิดนี้ร่วมกัน แรงดันลมที่ใช้จะอยู่ในช่วง 1 ถึง 800 ปอนด์ ต่อตารางนิ้ว ส่วนแรงดันสุญญากาศ อยู่ในช่วง 20 ถึง 27 นิ้วของปรอท ระดับของแรงดันลมและแรงดันสุญญากาศที่ใช้ ขึ้นอยู่กับชนิดของเทคนิคเทอร์โมฟอร์ม คุณภาพและรายละเอียดของชิ้นงานที่ผลิต ส่วนแรงดึงเชิงกล มักจะได้จากการดันเบ้าเข้าหาแผ่นพลาสติก เทคนิคเทอร์โมฟอร์มชนิดต่างๆ ที่ใช้กันโดยทั่วไป สรุปได้ดังนี้<br />
<strong>1. เทคนิคการขึ้นรูปโดยใช้แรงดันสุญญากาศโดยตรง (Straight Vacuum Forming)</strong><br />
เป็นเทคนิคเทอร์โมฟอร์มที่ง่ายที่สุด ใช้กับการแปรรูปที่ใช้ เบ้าตัวผู้ (male mold) และ เบ้าตัวเมีย (female mold) และ ตัวจับแบบเฟรมคู่ (double clamping flame) สามารถสรุปขั้นตอนของการขึ้นรูปโดยการใช้แรงดันสุญญากาศโดยตรงได้ 4 ขั้นตอนดังนี้&gt;<br />
ขั้นตอนที่ 1 จับยึดแผ่นพลาสติก โดยใช้เฟรมจับ (clamping flame)<br />
ขั้นตอนที่ 2 ให้ความร้อน (heating) และวางตำแหน่ง (positioning) ทำโดยการให้ความร้อน จนแผ่นพลาสติกอ่อนตัว ซึ่งในเครื่องเทอร์โมฟอร์มบางแบบทำการให้ความร้อนแก่แผ่นพลาสติกซึ่งวางอยู่ด้านของเบ้า<br />
ขั้นตอนที่ 3 การขึ้นรูป (forming) ทำโดยการใช้แรงดันสุญญากาศ (vacuum) ดึงให้แผ่นพลาสติกที่อ่อนตัว ยืดตัวประกบเบ้า<br />
ขั้นตอนที่ 4 ถอดชิ้นงานออกจากเบ้า<img decoding="async" class="aligncenter" src="https://www.thaitechno.net/CDA/File/MainMachine/Main_Machine_35535_176819429_fullsize.jpg" alt="ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ กระบวนการขึ้นรูปแบบ Thermoforming" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เทคนิคนี้นิยมใช้ในการแปรรูปพลาสติก ที่มีความแข็งสูง แต่มีข้อเสีย คือชิ้นงานที่ได้มีความหนาไม่สม่ำเสมอ กล่าวคือ มีส่วนก้นหนา และมีส่วนมุม (corners) บาง ลักษณะการยืดตัวของพลาสติก ในขณะที่ถูกดึงโดยแรงดันสุญญากาศ แสดงดังรูป<img decoding="async" class="aligncenter" src="https://341879-1055094-raikfcquaxqncofqfm.stackpathdns.com/wp-content/uploads/2019/08/Thermoform-process.jpg" alt="ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ กระบวนการขึ้นรูปแบบ Thermoforming" /><br />
<strong>2. เทคนิคการขึ้นรูปโดยใช้แรงดันสุญญากาศ แล้วอัดสวนด้วยแรงลม (Vacuum Snap-Back Forming)</strong><br />
เทคนิคนี้ทำโดยการดึงให้แผ่นพลาสติกที่อ่อนตัวให้ยืดออก ด้วยแรงดันสุญญากาศก่อน โดยให้ลูกโป่งขยายตัวลงในห้อง (chamber) ซึ่งอาจจะมีลักษณะเป็นครึ่งทรงกลม หรือรูปทรงเหลี่ยม โดยมีการคำนาณระยะความลึกของการดึงไว้ล่วงหน้าแล้ว เมื่อดูดให้แผ่นพลาสติกพองตัวเปลี่ยนเป็นลูกโป่ง (bubble) ที่มีขนาดและรูปทรงตามที่ต้องการแล้ว เลื่อนเบ้าตัวผู้ลงมาประกบส่วนบนของห้อง การประกบต้องให้สนิท กล่าวคือไม่ให้อากาศไหลเข้าหรือออกจากห้องได้ หลังจากนั้นค่อยๆ หยุดแรงดันสุญญากาศ แล้วใช้แรงดันลมอัดสวนทาง ทำให้ลูกโป่งพลิกตัวกลับ ไปประกบเบ้าซึ่งอยู่ด้านบนของห้อง การเป่าลมสวนทางในลักษณะนี้เรียกว่าการอัดสวนทาง (snap back)</p>
<p><strong>3. เทคนิคการขึ้นรูปโดยใช้เบ้าดันแผ่นพลาสติกก่อนแล้วใช้แรงดันสุญญากาศ (Vacuum Drape Forming)</strong><br />
เนื่องจากกรผลิตชิ้นงานที่มีรูปทรงที่มีความลึก ไม่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการใช้เทคนิคการขึ้นรูปโดยใช้ แรงดันสุญญากาศโดยตรง (straight vacuum forming) เนื่องจากจะต้องมีการดึงแผ่นพลาสติกให้มี การยืดตัวสูง (deep draw) ก่อนที่จะทำการขึ้นรูป ในปัจจุบันนิยมใช้เทคนิคใหม่ โดยใช้เบ้าดันพลาสติกแผ่นให้เกิด การยืดตัวก่อน (pre-stretching) แล้วจึงใช้แรงดันสุญญากาศ ในการขึ้นรูปขั้นสุดท้าย เทคนิคนี้เป็นเทคนิคที่ง่ายกระบวนการแปรรูปเริ่มจากการให้ความร้อนแก่แผ่นพลาสติก แล้วเคลื่อนเบ้าขึ้นเพื่อเบ้าดันแผ่นพลาสติกให้ยืดตัวออกก่อน หลังจากนั้นจึงใช้แรงดันสุญญากาศ เพื่อดูดแผ่นพลาสติกให้ประกบแนบสนิทกับเบ้า แล้วถอดตัวอย่างโดยใช้ลมเป่าสวนทาง เพื่อให้ชิ้นงานหลุดออกจากเบ้า<img decoding="async" src="https://i2.wp.com/bioplasticsnews.com/wp-content/uploads/2019/05/thermoforming-bioplastics.png?resize=1000%2C470&amp;ssl=1" alt="ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ กระบวนการขึ้นรูปแบบ Thermoforming" /></p>
<p>ผลิตภํณฑ์จากการแปรรูปด้วยเทอร์โมฟอร์ม<br />
เป็นผลิตภํณฑ์พวกภาชนะชนิดบาง เช่น ถ้วยกาแฟ ถ้วยบรรจุโยเกิต กล่องบรรจุอาหารชนิดต่างๆ ที่นิยมใช้ในร้านอาหารฟาสฟู้ด เป็นต้น</p>
<table style="height: 124px;" width="1356">
<tbody>
<tr>
<td width="422"></td>
</tr>
<tr>
<td></td>
<td></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h6></h6>
<h6></h6>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การเลือกชนิดของพลาสติก คุณสมบัติ การใช้งาน</title>
		<link>https://www.kasemplastic.com/2019/04/27/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[project261]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 27 Apr 2019 07:45:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[faqs]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.kasemplastic.com/?p=130</guid>

					<description><![CDATA[พลาสติกแบบออกเป็น 2 ประเภท คือ เทอร์โมพลาสติก และเทอร์โ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>พลาสติกแบบออกเป็น 2 ประเภท คือ เทอร์โมพลาสติก และเทอร์โมเซ็ตติ้งพลาสติก</p>
<p><strong>เทอร์โมพลาสติก Thermoplastic </strong>เป็น พลาสติกที่สามารถหลอมไหลเปลี่ยนรูปขึ้นรูปด้วยความร้อนและเซ็ตตัวแข็งเมื่อเย็นลง สามารถนำมาผ่านความร้องหลอมขึ้นรูปใหม่ได้ เป็นประเภทที่นิยมนำมาใช้ทั่วไป</p>
<p><strong>เทอร์โมเซ็ตติ้งพลาสติก Thermosetting plastic  </strong>เป็นพลาสติกที่คงรูปเมื่อผ่านกระบวนการขึ้รรูปโดยใช้ความร้อนและแรงอัด หรือผ่านกระบวนการหล่อโดยการเกิดปฏิกิริยาระหว่างมอนอเมอร์เรซิ่นและตัวเร่ง แล้วไม่สามารถหลอมใช้ใหม่ได้อีก เช่น เมลามีน โพลีเอสเทอร์ โพลียูริเทน เป็นต้น</p>
<p>พลาสติกชนิดทั่วไป</p>
<ol>
<li><strong>Polyethylene (PE)<br />
</strong>เป็นเทอร์โมพลาสติก มีคุณสมบัติที่สำคัญคือ เป็นฉนวนไฟฟ้าที่ดี , มีความเหนียว และทนทานต่อแรงดึงปานกลาง พวกที่มีความหนาแน่นต่ำจะใสมากแต่จะขุ่นเมื่อความหนาแน่นสูง ปกติจะไม่ละลายในตัวทำละลายใดๆ แต่ถ้าอุณหภูมิสูงกว่า 70 C จะเริ่มละลาย PE ได้ถูกจำแนกเป็นหลายชนิด ตัวหลักๆ ที่ใช้กันมากคือ LDPE , LLDPE , MDPE , HDPE การใช้งานของ PE กว้างขวางมาก ตัวอย่างของผลิตภัณฑ์ เช่น ขวด ,แผงบรรจุยา , และสายน้ำเกลือ , ชิ้นส่วนรถยนต์ ,เชือก , แห , อวน , ถุงพลาสติก , ท่อและรางน้ำ , เครื่องใช้ในครัวเรือน , ของเด็กเล่น , ฉนวนหุ้มสายไฟ , สายเคเบิ้ล , ดอกไม้พลาสติก , เคลือบหลังพรม , ผ้าใบพลาสติก , แผ่นฟิล์มสำหรับการบรรจุหีบห่อ , แผ่นฟิล์มที่ใช้ในการเกษตร</li>
<li><strong>Polyvinyl chloride (PVC)<br />
</strong>PVC เป็นเทอร์โมพลาสติกที่มีการใช้งานอย่างกว้างขวาง มีคุณสมบัติที่สำคัญคือ เมื่อติดไฟจะดับได้ด้วยตัวเอง ทนต่อน้ำ, น้ำมัน,กรด,ด่าง,แอลกอฮอล์ และสารเคมีต่างๆ ยกเว้นคลอรีน ทนต่อการขัดถู เป็นฉนวนไฟฟ้าที่ดี และเนื่องจาก PVC มีคุณสมบัติแข็งแต่เปราะ และสลายตัวได้ง่ายเมื่อสัมผัสกับความร้อน และแสงแดด ดังนั้นจึงมักนำ PVC ไปทำ Compounding ก่อน โดยเติมสารเติมแต่งต่างๆ เช่น stabilizer , plasticizer เป็นต้น ตัวอย่างการใช้งาน เช่น ใช้ทำท่อ ข้อต่อ ฉนวนหุ้มสายไฟ สายเคเบิ้ล แผ่นพลาสติก ฟิล์ม หนังเทียม รองเท้า บัตรเครดิต ทำจานแผ่นเสียง อุปกรณ์รถยนต์ ขวดพลาสติก ของเด็กเล่น</li>
<li><strong>. Polypropylene (PP)<br />
</strong>เป็นพลาสติกประเภทเทอร์โมพลาสติกที่เบาที่สุด มีสมบัติเชิงกลดีมาก เหนียว ทนต่อแรงดึง แรงกระแทกและทรงตัวดี มีจุดหลอมตัวที่ 165 C ไอน้ำและออกซิเจนซึมผ่านได้ต่ำ เป็นฉนวนไฟฟ้าที่ดีมาก มีการนำเอา PP ไปใช้งานในลักษณะเดียวกับ PE เมื่อต้องการให้มีคุณสมบัติที่ดีขึ้น PP ได้ถูกนำไปใช้งานอย่างกว้างขวาง ตัวอย่างเช่น ใช้ทำถุงร้อน ฟิล์มใส ฟิล์มห่อหุ้ม หรือบรรจุอาหารที่ไม่ต้องการให้ออกซิเจนซึมผ่าน พลาสติกหุ้มซองบุหรี่ เชือก แห อวน ถังน้ำมัน ชิ้นส่วนรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ ภาชนะเครื่องใช้ในครัวเรือน เป็นต้น</li>
<li><strong>Polystyrene (PS)<br />
</strong>PS เป็นโพลิเมอร์ที่จัดเป็นพวกเทอร์โมพลาสติกที่มีการจัดเรียงตัวภายในโมเลกุลเป็นแบบอะเท็กติก (atactic) ทำให้อยู่ในรูปของโพลิเมอร์อสัณฐาน (amorphous) จึงมีลักษณะโปร่งแสงและใส นอกจากนี้ PS ยังมีคุณสมบัติเด่นๆ อีกคือ มีความแข็งมาก ไม่ยืดหยุ่น และเปราะ ไม่ดูดความชื้นและน้ำ ไม่มีรส ไม่มีกลิ่น เป็นฉนวนไฟฟ้า มีอุณหภูมิกลาสทรานซิชั่น (Tg) ประมาณ 100 C จึงทนความร้อนได้ต่ำถ้าสัมผัสกับแสงแดดที่อุณหภูมิสูงเป็นเวลานานๆ อาจเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและเกิดรอยแตกได้ เฉื่อยต่อสารเคมี ทนต่อกรดแก่และเบสแก่ กันการซึมผ่านของก๊าซได้ดี อีกทั้งยังขึ้นรูปแบบต่างๆ ได้ง่ายอีกด้วย PS ได้ถูกนำไปใช้งานอย่างกว้างขวาง เช่น ใช้ทำอุปกรณ์เครื่องเขียน , เครื่องประดับ , ส้นรองเท้า , กระดุม , ตลับเครื่องสำอาง , ภาชนะ และขวดบรรจุอาหาร , เฟอร์นิเจอร์ , เครื่องสุขภัณฑ์ , ฝาครอบหลอดไฟ , กรอบประตูหน้าต่าง , ของเล่น , ส่วนประกอบของเครื่องใช้ไฟฟ้า,ตลับเทป,ตลับ VIDEO, หมวกกันน็อค,ไฟหน้ารถยนต์ , เปลือกแบตเตอรี่ , แผงหน้าปัทม์รถยนต์ นอกจากนี้ PS ยังได้ถูกผลิตออกมาในรูปของโฟมที่เรียกกันว่า EPS อีกด้วย</li>
<li><strong>acrylonitrile-butadiene-styrene (ABS) </strong><br />
ABS แตกต่างจากพลาสติกทั่วไปเพราะเป็นพลาสติกที่มีความสมดุลทั้งในเรื่องความแข็งและความเหนียว สามารถคงสภาพรูปร่างได้ดี ทำให้มีคุณสมบัติทนทานต่อแรงกระแทกได้ดี และยังทนต่อแรงเสียดสี ความร้อน สารเคมีได้ดีกว่าพลาสติกธรรมดาทั่วไป มีช่วงอุณหภูมิที่สามารถใช้งานได้กว้างนั่นคือ -20 องศาเซลเซียสถึง 80 องศาเซลเซียส โครงสร้างของพลาสติก ABSได้มาจากการทำปฏิกิริยาของโมโนเมอร์ 3 ชนิดคือ สไตรีน (styrene) , อะคริโลไนไตรล์ (acrylonitrile) และโพลิบิวทาไดอีน (polybutadiene) ซึ่งโมโนเมอร์ทั้ง 3 ชนิดล้วนส่งผลต่อคุณสมบัติของพลาสติก ABS โดยอะคริไลไนโตรล์ช่วยให้ทนความร้อนและสารเคมี บิวทาไดอีนช่วยให้มีความทนทานต่อแรงกระทบกระแทก ส่วนสไตรีนช่วยให้เนื้อพลาสติกมีพื้นผิวเป็นมันเงาสวยงาม และสามารถตัดแต่งรูปทรงได้ง่าย เหมาะกับการใช้เป็นชิ้นส่วนในรถยนต์ โครงภายนอกของเครื่องใช้ไฟฟ้า เนื่องจากมีความแข็งแรง ทนต่อการขีดข่วนเสียดสีเวลาใช้งาน และยังมีความสวยงามสามารถทำความสะอาดได้ง่าย อุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น ใช้ผลิตอุปกรณ์กีฬา, ท่อส่งก๊าซ, หมวกกันน็อก , โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น</li>
<li><strong>Polyethylene terephthalate (PET/PETP)<br />
</strong>เป็นโพลิเอสเตอร์เชิงเส้นตรงที่อิ่มตัวที่สำคัญที่สุด ถูกใช้งานในรูปของเส้นใยสังเคราะห์เป็นส่วนใหญ่ แต่มีข้อเสียคือ ฝุ่น และสิ่งสกปรกเกาะติดได้ง่าย ดูดซับเหงื่อได้ไม่ดี จึงนิยมผสมกับผ้าฝ้าย ในรูปของแผ่นฟิล์มที่ผลิตจาก PET มีความเหนียว และใส มักจะใช้ในงานเกี่ยวกับอาหาร และยา , ในรูปของ จาน ชาม สามารถแช่ตู้เย็น , อุ่นในหม้อน้ำเดือด จนถึงเสริฟบนโต๊ะอาหารได้เลย , ในรูปของขวดเพ็ท (โดยวิธีเป่ายืด = Stretch-Blow Moulding) ขวดเพ็ทนี้จะใสเหนียว ไม่แตกง่ายๆ ทนต่อความดันก๊าซได้สูง ทั้งยังผ่าน FDA (คณะ กรรมการอาหารและยา) เรียบร้อยแล้ว ใช้บรรจุน้ำอัดลม , บรรจุอาหาร , สุรา , ยา , เครื่องสำอาง</li>
<li><strong>Polymethyl methacrylate (PMMA) </strong>หรือ ACRYLIC พลาสติกวิศวกรรม มีลักษณะใส ไม่มีสี สามารถให้แสงส่องผ่านได้ถึง 92% มีความแข็งแกร่ง และทนทานต่อดินฟ้าอากาศได้ดีกว่า Polystyrene สมบัติเชิงกลและความคงทนต่อความร้อนดีมาก ส่วนสมบัติการเป็นฉนวนไฟฟ้าดีปานกลาง เนื่องจากสมบัติเด่นของ PMMA คือ ความโปร่งใส และการนำไปย้อมสีได้ง่าย จึงถูกนำไปใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องใช้ไฟฟ้า และส่วนประกอบรถยนต์ เช่น ไฟเลี้ยว ไฟท้าย กระจกรถยนต์ หน้าปัดเข็มไมล์ ประโยชน์การใช้งานอื่นๆ เช่น ป้ายโฆษณา แว่นตา เลนส์ ใช้ทำกระจกแทนแก้ว หลังคาโปร่งแสง ก๊อกน้ำ เครื่องสุขภัณฑ์ เครื่องประดับ เป็นต้น</li>
<li><strong>Acrylonitrule Styrene (AS)</strong>คุณสมบัติ มีความใส ความแข็งแกร่งและเหนียว และยังมีคุณสมบัติการทนความร้อน ทนต่อสารเคมีได้ดีประเภทผลิตภัณฑ์  สุขภัณฑ์ ใบพัดพัดลม บรรจุภัณฑ์เครื่องสำอางค์ เครื่องปั่นน้ำผลไม้  ไฟแช็ค ฝาครอบไฟท้ายรถยนต์ เป็นต้น</li>
<li><strong>NYLON 6 </strong>คุณสมบัติ มีลักษณะทางกายภาพเป็นวัตถุทึบแสง คุณสมบัติที่สำคัญคือ มีความแข็ง เหนียว ไม่เสียรูปทรงง่าย เหมาะสำหรับงานรับแรงมาก ๆ ทนต่อการกัดกร่อน และการเสียดสี ประเภทผลิตภัณฑ์ เหมาะสำหรับนำไปใช้กับงานประเภทเฟือง เช่น เฟืองในเครื่องคิดเลข เป็นต้น ทำล้อรถเข็น ลูกกลิ้ง</li>
<li><strong>NYLON 6.6 </strong>คุณสมบัติ มีความยืดหยุ่นตัวสูง คงทนต่อการขัดถูได้ดีมาก สามารถทนทานอุณหภูมิ ต่ำ ๆ ได้ดี มีความคงทนต่อด่างที่ดีเยี่ยม<br />
ประเภทผลิตภัณฑ์ ชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ ใบพัดเรือหางยาว Cable Tie เป็นต้น</li>
<li><strong>Polycarbonate (PC) </strong>คุณสมบัติ มีคุณสมบัติที่สำคัญคือ โปร่งใส แข็ง ทนต่อความร้อนสูง ทนทานต่อกรด แต่ไม่ทนด่าง ทนแรงกระแทกได้ดี ประเภทผลิตภัณฑ์ ใช้ทำขวดนมเด็ก ถ้วยชาม ส่วนประกอบรถยนต์ กระจกหน้าหมวกนักบิน แว่นตานิรภัย เลนส์กล้องถ่ายภาพ หลังคาโปร่งแสง เครื่องป้องกันอัคคีภัย เครื่องกรองเลือด  เครื่องแลกเปลี่ยนออกซิเจนในเลือด ใช้เป็นส่วนประกอบของอุปกรณ์ทางการแพทย์ ที่ต้องฆ่าเชื้อโรคด้วยความร้อน</li>
<li><strong>Polyoxymethylene (POM) </strong>คุณสมบัติ มีน้ำหนักเบาและเหนียว ทนการเสียดสีดี ประเภทผลิตภัณฑ์ อุปกรณ์ชิ้นส่วนทางด้านอุตสาหกรรมเครื่องกลและไฟฟ้า เช่น เฟืองเกียร์ ชิ้นส่วนของเครื่องจักร ระบบท่อ ตัวล็อคเชือก ซิป เป็นต้น</li>
<li><strong>High Impact Polystyrene (HIPS) </strong>คุณสมบัติ มีคุณสมบัติเด่นในเรื่องทนแรงกระแทกสูง ขึ้นรูปชิ้นงานได้ง่าย ประเภทผลิตภัณฑ์ ชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น case สำหรับทีวี เครื่องปรับอากาศ คอมพิวเตอร์ เป็นต้น อุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงาน ของเด็กเล่น สุขภัณฑ์ แก้วและถาดบรรจุอาหาร</li>
<li><strong>Polybutylene terephthalate (PBT) </strong>เป็นพลาสติกวิศวกรรมในตระกูล Polyester มีคุณสมบัติเด่นคือ เป็นฉนวนไฟฟ้า ภายใต้ความชื้น และสามารถระบายความร้อน ออกจากตัวได้ดีกว่าพลาสติกทั่วไป 3-5 เท่า ทนความร้อนสูงมาก มีอุณหภูมิหลอมตัวระดับ 227 C โครงสร้างของโมเลกุลมีระเบียบ (Crystalline) ทำให้แกร่ง , เหนียว , ทนทานแรงกระทบกระแทกได้สูง , ทนสารเคมีเป็นเลิศ , ดูดซึมความชื้นต่ำ , นิยมใช้ผสมกับสารเติม แต่งเพื่อให้สามารถทนความร้อนได้สูงขึ้น และมีความแกร่งขึ้น , ใช้ทำเปลือกหุ้มวงจรไฟฟ้าอีเล็กทรอนิกส์ , เครื่องกีฬา , อุปกรณ์รถยนต์ เช่น เกียร์, กันชน</li>
</ol>
<p><strong>สารเติมปรับ คุณสมบัติพลาสติกวิศวกรรม </strong>แบ่งออกได้เป็น 3 ชนิดใหญ่ ๆ ดังนี้</p>
<p><strong>1.สารเติมคุณสมบัติด้านต่างๆ (Additives) </strong>เช่น สารที่ใช้ป้องกัน UV สารที่เติมเพื่อให้ทนความร้อนสารที่เติมเพื่อให้อ่อนตัวยืดตัวมากขึ้น สารช่วยให้ลื่นตัวเพื่อการขึ้นรูป สารเติมเพื่อปรับสี สารป้องกันการเสื่อมอายุเร็ว สารเติมเพื่อขยายตัว เช่น โฟม หรือฟองน้ำ</p>
<p><strong>2.สารเสริมแรง (Reinforcements) </strong>เป็นสารที่เติมเพิ่มคุณสมบัติทางกลให้กับพลาสติกหรืออาจเรียกว่า พลาสติกผสม เพื่อเพิ่มคุณสมบัติในการรับแรงของพลาสติกให้ดีขึ้น เช่น พลาสติกเสริมเส้นใยแก้ว พลาสติกไฟเปอร์กลาส เป็นต้น</p>
<p><strong>3.สารเพิ่มเนื้อ (Fillers) </strong>เป็นสารเติมที่อยู่ในรูปของสารอินทรีย์หรือสารอนินทรีย์ก็ได้ จุดประสงค์ที่ใช้เติมเพื่อเพิ่มปริมาณเนื้อพลาสติก ช่วยเสริมคุณสมบัติทางกล ช่วยลดความเปราะให้น้อยลง ละช่วยลดต้นทุน</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
